หลักของการดำเนินการวิจัย
ความหมายของการวิจัย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ. ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของการวิจัยคือการสะสม การรวบรวม การค้นคว้า เพื่อหาคำตอบอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชา มาเรียม นิลพันธุ์ (2545:9) ได้ให้ความหมาย ของการวิจัยว่าคือ กระบวนการแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบเชื่อถือได้ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบคำถามการวิจัย ผลที่ได้สามารถนำไปแก้ไขปัญหาพัฒนาองค์ความรู้
โดยที่รัฐประศาสนศาสตร์เป็นองค์ความรู้ว่าด้วยการบริหารรัฐกิจ (ปฐมมณีโรจน์2547) ดังนั้นการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ก็คือการศึกษาหาความรู้เพื่อให้พบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางการบริหารรัฐกิจอย่างมีแบบแผนตามวิธีวิทยาศาสตร์
สรุปการวิจัยคือกระบวนการแสวงหาความรู้ที่เป็นระบบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบคำถามการวิจัยและการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์คือ กระบวนการแสวงหาความรู้ทางด้านการบริหารภาครัฐด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีหลักการดังข้อต่อไปนี้
1.ปัญหาการวิจัย การกำหนดปัญหาการวิจัยเป็นขั้นแรกของกระบวนการวิจัย ซึ่งการกำหนดปัญหาหรือการเลือกหัวข้อสำหรับการทำวิจัยเพื่อค้นหาคำตอบนั้นเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับนักวิจัย
ปัญหาการวิจัยคือข้อสงสัยข้อขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีหลักการแนวทางหรือวิธีปฏิบัติซึ่งบ่งบอกให้เราทราบถึงความต้องการหรือสิ่งที่อยากรู้หรือความรู้ความจริงที่ต้องการของผู้วิจัย สภาวะปัญหาดังกล่าวเมื่อหาคำตอบได้แล้วจะนำไปสู่ความรู้การอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ (ไพศาลหวังพาณิชอ้างในมาเรียมนิลพันธุ์ 2545)
2.วัดถุประสงค์การวิจัย( Research Objective) วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญของการวิจัยเพราะวัตถุประสงค์ของการวิจัยจะเป็นเครื่องชี้ทิศทางการดำเนินงานทั้งหมดของการวิจัยเรื่องนั้นๆ ว่าจะศึกษาเรื่องใดบ้างมีขอบเขตครอบคลุมอะไรบ้าง
ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าวัตถุประสงค์ของการวิจัยหมายถึงการที่ผู้วิจัยได้กำหนดผลลัพธ์ที่มุ่งหวังจากผลงานวิจัยเรื่องหนึ่งๆ โดยทั่วไปแล้วการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยมักจะเริ่มต้นคำว่าเพื่อและตามด้วยผลลัพธ์ที่มุ่งหวังจะให้เกิดขึ้น โดยในการกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยนั้นมักมีการจัดระบบออกมาเป็นข้อๆ โดยการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยจะต้องมีความชัดเจนถึงผลลัพธ์ที่มุ่งหวังจะให้เกิดขึ้นโดยจะต้องครอบคลุมในทุกเรื่องที่ผู้วิจัยต้องการค้นหาคำตอบจากปัญหาการวิจัย (เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธ์)
3.ขอบเขตของการวิจัยเป็นส่วนที่กำหนดขอบเขตของการวิจัยว่าในเรื่องนั้นๆมีขอบเขตการศึกษาเพียงใดอันจะทำให้ผู้อ่านงานวิจัยเข้าใจงานวิจัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้นรวมทั้งทำให้งานวิจัยนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัย โดยทั่วไปขอบเขตการวิจัยจะระบุเกี่ยวกับ
-ประชากรและตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
-ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
4 ประเภทการวิจัย มีการแบ่งกันต่างๆนาๆ แล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้เป็นสำคัญ และที่นิยมกันโดยทั่วไปได้แก่
1.การจำแนกประเภทการวิจัยโดยใช้เกณฑ์การวิจัยตามศาสตร์ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 สาขา คือ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์
2.การจำแนกประเภทการวิจัยโดยใช้เกณฑ์ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 การวิจัยพื้นฐาน เป็นการวิจัยที่มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวกับปรากฎการณ์หนึ่งๆเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์หรือสาขาวิชานั้นๆอันจะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เชิงทฤษฎี
โดยการวิจัยพื้นฐานแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.จำแนกตามแบบการวิจัยแบ่งได้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแท้ การวิจัยกึ่งทดลองและการวิจัยเชิงไม่ทดลอง
2.จำแนกตามวัตถุประสงค์ในการศึกษา แบ่งได้เป็น การวิจัยแบบบุกเบิก การวิจัยเชิงพรรณา การวิจัยเชิงอธิบาย
3.จำแนกตามสถานที่ที่ดำเนินการ แบ่งได้เป็นการวิจัยในห้องทดลองและการวิจัยในสนาม
4.จำแนกตามลักษณะของการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งได้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ
2.2 การวิจัยประยุกต์ เป็นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ที่จะนำผลการวิจัยมาใช้ในทางปฏิบัติเพื่อติดตามความก้าวหน้า ทราบผลการดำเนินการ เพื่อการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงพัฒนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง โดยอาจจะเป็นการวิจัยเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรากฎการณ์ หรือสถานการณ์ปัจจุบัน วิจัยเพื่อทราบความคิดเห็น ทัศนคติของกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ วิจัยเพื่อติดตามความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรคตลอดจนความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกิจกรรมและโครงการรวมไปถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกหรือสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ซึ่งการวิจัยประยุกต์มีหลายประเภท ได้แก่การวิจัยและพัฒนา การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงนโยบาย การวิจัยเชิงประเมิน การวิจัยผ่านเครือข่ายสารสนเทศและการวิจัยในหน่วยงาน
3.การจำแนกประเภทการวิจัยโดยใช้เกณฑ์ตามวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การวิจัยเอกสารและการวิจัยจากสนาม
5.การทบทวนวรรณกรรม การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนของการศึกษาวรรณกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ก่อนการทำวิจัยเพื่อศึกษาเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจเพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมต่างๆมากำหนดปัญหาการวิจัย (Research Problem) หลังจากที่กำหนดปัญหาการวิจัยได้แล้วการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องจะช่วยในการกำหนดตามหัวข้อดังนี้
1.ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
2.กรอบแนวคิดการวิจัย
3.ขอบเขตการวิจัย
4.สมมติฐานการวิจัย
5.การออกแบบการวิจัย
6.การสร้างเครื่องมือ
7.การอภิปรายผล
8.การเขียนข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย
6.กรอบแนวคิดการวิจัย เป็นแนวคิดของผู้วิจัยที่ต้องการศึกษาโดยแสดงเป็นข้อความและแผนภาพหรือแบบหรือโมเดลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา ซึ่งได้จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องโดยส่วนใหญ่เป็นการลดรูปจากกรอบความคิดเชิงทฤษฎี
กรอบความคิดของการวิจัย เป็นประโยชน์อย่างมากในการวิจัยเพราะมีประโยชน์ต่อการวิจัยดังนี้
1.ช่วยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
2.แสดงถึงแนวทางการวิจัยโดยภาพรวม
3.บอกแนวทางการออกแบบการวิจัย
4.บอกแนวทางการกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยและสมมติฐานการวิจัย
5.บอกแนวทางการกำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
6.บอกแนวทางการเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล
7.บอกกรอบการแปลผลและอภิปรายผล
สรุปกรอบแนวคิดคือการสังเคราะห์หรือการบูรณาการแนวคิด ทฤษฎีหลักการตลอดจนผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและแสดงเป็นข้อความและแผนภาพหรือแบบหรือโมเดลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา
7.สมมติฐานการวิจัย หมายถึงข้อความที่แสดงการคาดการณ์คำตอบต่อปัญหาของการวิจัยอย่างเป็นระบบเป็นเหตุเป็นผล โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อทดสอบความจริงแท้ของสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งขึ้น
ประโยชน์ของสมมติฐานในการวิจัยมีดังนี้
1.สมมติฐานในการวิจัยมีส่วนช่วยจำกัดขอบเขตและทำให้ปัญหาในการวิจัยชัดเจนขึ้น
2.สมมติฐานจะช่วยกำหนดให้ได้ความจริงตรงประเด็น กล่าวคือ จะช่วยให้ผู้วิจัยเลือกข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องและสัมพันธ์กันมาทดสอบสมมติฐาน ซึ่งจะเป็นคำตอบของการวิจัย
3.สมมติฐานจะช่วยชี้แบบการวิจัย คือจะทำให้ผู้วิจัยรู้ว่าควรจะใช้แบบการวิจัยแบบใดจึงจะเหมาะสมกับปัญหาการวิจัยนั้น
4.สมมติฐานจะช่วยอธิบายข้อเท็จจริงต่างๆที่ค้นพบได้อย่างเที่ยงตรงและเชื่อถือได้รวมทั้งช่วยกำหนดขอบเขตในการตีความหมายของผลการวิจัยและรู้ว่าโครงร่างในการสรุปผลการวิจัยอีกด้วย
5.สมมติฐานในการวิจัยจะช่วยให้ประหยัดเวลาและแรงงาน
8.นิยามเชิงปฏิบัติการ นิยามเชิงปฏิบัติการหรือบางครั้งเรียกว่านิยามศัพท์เฉพาะเป็นการอธิบายคำจำกัดความหรือคำที่นิยามที่ผู้วิจัยหรือคณะวิจัย เพื่อให้ผู้อ่านจะได้เข้าใจความหมายได้ตรงกับผู้วิจัย การกำหนดคำนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) หรือเรียกสั้นๆว่าO.D.คือ เป็นการให้ความหมายตัวแปรที่สำคัญ โดยเฉพาะตัวแปรตาม(Dependent variable)ที่ต้องการศึกษา หรือตัวแปรอิสระที่มีลักษณะเป็นนามธรรม ซึ่งจะต้องนิยามให้เป็นคุณลักษณะพฤติกรรม และหรือกิจกรรมที่จะศึกษาให้อยู่ในรูปที่วัดได้ สังเกตุได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครื่องวิจัยให้มีความเที่ยงตรง (Validity)
9.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรหมายถึงหน่วยข้อมูลของข้อมูลทุกหน่วยที่อยู่ในขอบเขตของข้อมูลวิจัย กลุ่มตัวอย่างหมายถึงส่วนหนึ่งของประชากรที่ผู้วิจัยเลือกมาเป็นตัวแทนในการศึกษาวิเคราะห์และหาข้อสรุปเกี่ยวกับประชากรโดยที่กลุ่มตัวอย่างที่ควรเลือกเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรด้วยดังนั้น ประชากรจึงหมายถึงสิ่งทั้งหมดที่ต้องการศึกษาซึ่งอาจเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของเป็นสิ่งทั้งหมดที่อยู่ในขอบข่ายการพิจารณาซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย การกำหนดประชากรนั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับปัญหาการวิจัย เพราะปัญหาการวิจัยนั้นเกิดขึ้นกับใคร สิ่งใด ดังนั้นสิ่งหรือกลุ่มที่เราสนใจศึกษาทั้งหมดคือประชากร
โดยประชากรของการวิจัยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆดังนี้คือ
1.ประชากรแบบจำกัด (finite population) คือประชากรที่ผู้วิจัยสามารถแจงนับจำนวนประชากรได้ทั้งหมด เช่นผู้วิจัยแจงนับประชากรที่เป็นจังหวัดได้ 76 จังหวัดเป็นต้น
2.ประชากรแบบไม่จำกัด(infinite population) คือประชากรที่ผู้วิจัยไม่สามารถแจงนับประชากรออกมาได้ทั้งหมดหรือถ้าจะนับจะต้องใช้เวลาที่มาก เช่นจำนวนปลาในมหาสมุทร จำนวนคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลเป็นต้น
10.การกำหนดขนาดตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่าง ขนาดของกลุ่มตัวอย่างก็คือจำนวนสมาชิกกลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยที่จะศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยจะต้องกำหนดจำนวนของกลุ่มตัวอย่างว่าจะใช้จำนวนเท่าใด การใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อยจะทำให้โอกาสที่จะเกิดการคลาดเคลื่อนมีมาก การใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากจะทำให้โอกาสที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนมีน้อย ในการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างควรพิจารณาถึงหัวข้อต่อไปนี้ (บุญชม ศรีสะอาด 2524)
1.ธรรมชาติของประชากร ถ้าประชากรมีความเป็นเอกพันธ์มาก ความแตกต่างกันของสมาชิกมีน้อยนั่นคือมีความแปรปรวนน้อยก็ใช้กลุ่มตัวอย่างน้อยแต่ถ้าประชากรมีลักษณะเป็นวิวิธพันธ์ความแตกต่างกันของสมาชิกมีมาก ความแปรปรวนมีมากก็ควรใช้จำนวนกลุ่มตัวอย่างมาก
2.ลักษณะของเรื่องวิจัย การวิจัยบางประเภทไม่จำเป็นต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก เช่น การวิจัยเชิงทดลอง การใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก จะก่อให้เกิดผลเสียหายมากกว่าผลดี เพราะยากต่อการควบคุม สภาพการทดลองการวิจัยโดยใช้วิธีสัมภาษณ์รายบุคคล จะใช้กลุ่มตัวอย่างน้อยกว่าการส่งแบบสอบถามให้ตอบเป็นต้น
การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างกระทำได้หลายวิธีดังนี้
1.การกำหนดเกณฑ์และเทียบบัญญัติไตรยางศ์มีดังนี้
-ประชากรมีจำนวนหลักร้อย ใช้กลุ่มตัวอย่าง 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
-ประชากรมีจำนวนหลักพัน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์
-ประชากรมีจำนวนหลักหมื่น ใช้กลุ่มตัวอย่าง 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
-ประชากรมีจำนวนหลักแสนใช้กลุ่มตัวอย่าง 1-5 เปอร์เซ็นต์
2.การใช้สูตรคำนวณดังนี้
-สูตรของทาโร่ยามาเน่ (Taro Yamane)
-สูตรของเครซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan)
- สูตรของโคเฮน(Cochran)
3.การใช้ตารางสำเร็จรูปเช่นตารางของKrejcieandMorganและตารางของทาโร่ยามาเน่Taro Yamane เป็นต้น
วิธีการสุ่มตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่างแบ่งออกได้เป็น 2 ทาง แนวทางหลักๆได้แก่ แนวทางการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น(Nonprobability Samping Method) และแนวทางการสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น(ProbabilitySamping Method)(เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธ์:www.drmanage.com) มีวิธีการดังนี้
1.การสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Nonprobability Samping Method) หมายถึงกระบวนการของการสุ่มตัวอย่างที่ค่าความน่าจะเป็นของการเลือกตัวอย่างในแต่ละหน่วยจากประชากรไม่สามารถหาหรือกำหนดได้ รูปแบบหลักๆของการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นเป็นที่นิยมใช้กัน
2.การสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น(Probability Samping Method) หมายถึง กระบวนการของการสุ่มตัวอย่างที่ค่าความน่าจะเป็นของการเลือกตัวอย่างในแต่ละหน่วยจากประชากรสามารถหาหรือกำหนดได้
11.เครื่องมือวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือสิ่งหรืออุปกรณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลหรือเป็นสิ่งที่ใช้วัดตัวแปรเพื่อให้ได้ข้อมูลโดยผู้วิจัยควรเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับตัวแปรที่ต้องการวัดหรือตรงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและต้องเป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพ
เครื่องมือและเทคนิคในการรวบรวมข้อมูลมีหลายประเภทในที่นี้จะกล่าวบางประเภทได้แก่แบบสอบถามแบบทดสอบการสังเกตการณ์และแบบสัมภาษณ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1.แบบสอบถาม ซึ่งแบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบ ด้วยชุด ของคำถามที่ต้องการให้กลุ่มตัวอย่างตอบ โดยกาเครื่องหมายหรือเขียนคำตอบ หรือในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ยากอาจใช้วิธีสัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม นิยมถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของบุคคล
2.การสังเกตการณ์ (Obsevation)การสังเกตการณ์เป็นการใช้ประสาทสัมผัส ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้นและกายสังเกตพฤติกรรมและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น สังเกตพฤติกรรมการให้บริการของเจ้าหน้าที่ โดยสังเกตด้วยตาด้วยการที่ผู้วิจัยสังเกตพฤติกรรมที่เจ้าหน้าที่แสดงออกมาและสังเกตด้วยการฟังโดยฟังการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้รับบริการ
3.แบบทดสอบ แบบทดสอบคือชุดของคำถามหรืองานชุดใดๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อนำไปเร้าหรือชักให้นำให้กลุ่มตัวอย่างตอบสนองออกมา การตอบอาจอยู่ในรูปแบบของการเขียนตอบ การพูด การปฏิบัติที่สามารถสังเกตได้ วัดได้และให้เป็นปริมาณได้
4.แบบสัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์เป็นชุดข้อคำถามที่กำหนดแนวทางในการถาม โดยผู้สัมภาษณ์บันทึกคำตอบลงในแบบสัมภาษณ์ที่กำหนดไว้ด้วยตนเอง แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยผู้วิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสัมภาษณ์พราะผู้วิจัยต้องมีหน้าที่สัมภาษณ์ด้วยตนเอง
12.การเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลคือข้อเท็จจริงหรือรายละเอียด ซึ่งอาจอยู่ในรูปตัวเลข ข้อความหรือในรูปอื่นที่ผู้วิจัยรวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ หรืออาจสังเกตหรือวัดมาจากกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรที่ศึกษา เพื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบวิเคราะห์ ตีความ อนุมาน สรุปผลการวิจัย
ประเภทของข้อมูล ข้อมูลในการวิจัยแบ่งได้หลายลักษณะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ในการแบ่งดังนี้
1.แบ่งตามแหล่งที่มาแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.1ข้อมูลปฐมภูมิ คือข้อเท็จจริง หรือรายละเอียดที่ได้มาจากแหล่งกำเนิดที่แท้จริงเช่นข้อมูลจากการสัมภาษณ์
1.2 ข้อมูลทุติยภูมิ คือข้อเท็จจริง หรือรายละเอียดที่ผู้อื่นได้รวบรวมมาแล้ว ผู้วิจัยอาศัยข้อมูลดังกล่าวเพื่อการวิจัยของตน
2.แบ่งตามลักษณะของข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
2.1ข้อมูลเชิงปริมาณ คือข้อมูลที่ผู้วิจัยสังเกตุหรือวัดออกมาเป็นตัวเลข
2.2 ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ คือข้อมูลที่ไม่ได้วัดออกมาเป็นตัวเลข แต่จะแสดงถึงคุณลักษณะของสิ่งนั้นเช่นข้อความที่เป็นข้อคิดเห็น
3.แบ่งตามสภาพของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มตัวอย่าง แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
3.1 ข้อมูลส่วนบุคคลคือข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงส่วนตัวของกลุ่มตัวอย่าง เช่นชื่อ สกุล อายุเพศ อาชีพเป็นต้น
3.2ข้อมูลสิ่งแวดล้อมคือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของกลุ่มตัวอย่างเช่นลักษณะของท้องถิ่นที่กลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่เป็นต้น
3.3ข้อมูลพฤติกรรม คือข้อมูลที่เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในตัวของกลุ่มตัวอย่าง
ขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูล ในการรวบรวมข้อมูลควรมีขั้นตอนดังนี้
1.ทำการวิเคราะห์จุดมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อที่จะได้กำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ตรงจุด
2.กำหนดลักษณะของข้อมูล ว่ามีข้อมูลประเภทใดบ้างลักษณะเช่นไร
3.พิจารณาว่าจะใช้เครื่องมือหรือเทคนิคใดในการเก็บข้อมูลต่างๆ
4.วางแผนในการสร้างเครื่องมือและเก็บรวบรวมข้อมูล โดยกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอนไว้ให้ชัดเจน
5.สร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลตามทฤษฎีตามหลักการของการสร้างเครื่องมือประเภทนั้นๆ
6.ทดลองใช้เครื่องมือ และหาคุณภาพด้านความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรงและคุณภาพด้านอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับเครื่องมือรวบรวมข้อมูลประเภทนั้นๆ ทำการปรับปรุงจนกว่าจะมีคุณภาพที่ดี
7.เก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนที่กำหนดไว้ในขั้นตอนที่ 4
13.การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนำเข้าข้อมูล ที่เก็บรวบรวมมาตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล และจะกระทำด้วยวิธีการทางสถิติต่างๆ โดยนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์มาแปลผลเพื่อหาคำตอบตามวัตถุประสงค์การวิจัยที่กำหนดไว้
การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นมี 2 ประเภทคือ
1.การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ(Quantitative Analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นการนำสถิติมาใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้เก็บรวบรวมมา แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.การวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา
2.การวิเคราะห์ด้วยสถิติอนุมาน
2.การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพเช่นแบบสอบถามปลายเปิด การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์และการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR)เป็นต้นมาทำการวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
14.การสรุปและอภิปรายผลการวิจัย การสรุปผลการวิจัย เป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยทั้งเล่ม ตั้งแต่ต้นจนจบ ครอบคลุมวัตถุประสงค์การวิจัย ประชากร ตัวอย่างเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ และผลการวิจัยโดยสรุป
แนวทางการเขียนสรุปผลการวิจัยควรมีลักษณะดังนี้
1.การเขียนสรุปผลการวิจัย ควรเขียนให้สอดคล้องเป็นลำดับเดียวกับการเสนอผลการวิจัยในบทก่อน
2.เขียนผลการวิจัยเป็นข้อความสรุปย่อเป็นข้อๆ เพื่อตอบข้อวัตถุประสงค์
3.ระบุว่าผลการวิจัยสอดคล้องหรือไม่กับสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดไว้ตอนแรก
4.ใช้ถ้อยคำสั้นกะทัดรัดถูกต้องตามหลักวิชาการ
5.เขียนตามข้อเท็จจริงจากผลการวิจัย
6.ไม่ควรสรุปผลโดยใช้ตารางและตัวเลขที่ซับซ้อน
อภิปรายผลการวิจัย เป็นการวิพากษ์ผลการวิจัยที่ได้ ว่าผลเป็นเช่นนี้เพราะอะไร สอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎี ผลงานวิจัยของโครงสร้างเช่นจากการค้นพบว่า......ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ.........ซึ่งสอดคล้อง(ขัดแย้ง) กับแนวคิด (หลักการ ทฤษฎี ผลงานวิจัย)ของ.........เป็นต้น
แนวทางการเขียนอภิปรายผลการวิจัยควรมีลักษณะดังนี้
1.ควรอภิปรายผลตามผลการวิจัยที่สรุปได้ดังนี้ ซึ่งตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นลำดับ
2.ควรอภิปรายผลการวิจัยด้วยหลักการ แนวคิด ทฤษฎี ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3.ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย ชัดเจน สั้นและถูกต้องตามหลักวิชา
4.การเขียนอธิบายผลไม่ควรผนวกอคติหรือความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนลงไป
15.ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเป็นการขยายพรมแดนแห่งความรู้หรือการต่อยอดผลการวิจัย หรือขยายผลการวิจัยสู่การปฏิบัติและการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง ซึ่งข้อเสนอแนะที่เสนอต้องได้มาจากผลการวิจัยโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1.ข้อเสนอแนะเมื่อนำผลการวิจัยไปใช้ หรือที่เรียกว่าข้อเสนอแนะทั่วไปหรือข้อเสนอแนะในเชิงปฏิบัติ ควรเขียนข้อเสนอแนะให้อยู่ในขอบเขตจากการวิจัยเท่านั้น และเพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
2.ข้อเสนอแนะทางวิชาการ หรือข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป เป็นการให้ข้อเสนอแนะ ในเรื่องทำนองเดียวกับ ที่ได้วิจัยไปแล้ว แต่อาจแตกต่างในเรื่องของกลุ่มตัวอย่าง บริบทในเรื่องสถานที่ สภาพภูมิศาสตร์ เพศ ระดับการศึกษา สังกัด ฯลฯ
1.การจำแนกประเภทการวิจัยโดยใช้เกณฑ์การวิจัยตามศาสตร์ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 สาขา คือ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์
2.การจำแนกประเภทการวิจัยโดยใช้เกณฑ์ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 การวิจัยพื้นฐาน เป็นการวิจัยที่มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวกับปรากฎการณ์หนึ่งๆเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในศาสตร์หรือสาขาวิชานั้นๆอันจะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เชิงทฤษฎี
โดยการวิจัยพื้นฐานแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.จำแนกตามแบบการวิจัยแบ่งได้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแท้ การวิจัยกึ่งทดลองและการวิจัยเชิงไม่ทดลอง
2.จำแนกตามวัตถุประสงค์ในการศึกษา แบ่งได้เป็น การวิจัยแบบบุกเบิก การวิจัยเชิงพรรณา การวิจัยเชิงอธิบาย
3.จำแนกตามสถานที่ที่ดำเนินการ แบ่งได้เป็นการวิจัยในห้องทดลองและการวิจัยในสนาม
4.จำแนกตามลักษณะของการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งได้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ
2.2 การวิจัยประยุกต์ เป็นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ที่จะนำผลการวิจัยมาใช้ในทางปฏิบัติเพื่อติดตามความก้าวหน้า ทราบผลการดำเนินการ เพื่อการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงพัฒนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง โดยอาจจะเป็นการวิจัยเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรากฎการณ์ หรือสถานการณ์ปัจจุบัน วิจัยเพื่อทราบความคิดเห็น ทัศนคติของกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ วิจัยเพื่อติดตามความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรคตลอดจนความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกิจกรรมและโครงการรวมไปถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกหรือสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ซึ่งการวิจัยประยุกต์มีหลายประเภท ได้แก่การวิจัยและพัฒนา การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงนโยบาย การวิจัยเชิงประเมิน การวิจัยผ่านเครือข่ายสารสนเทศและการวิจัยในหน่วยงาน
3.การจำแนกประเภทการวิจัยโดยใช้เกณฑ์ตามวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การวิจัยเอกสารและการวิจัยจากสนาม
5.การทบทวนวรรณกรรม การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนของการศึกษาวรรณกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ก่อนการทำวิจัยเพื่อศึกษาเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจเพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมต่างๆมากำหนดปัญหาการวิจัย (Research Problem) หลังจากที่กำหนดปัญหาการวิจัยได้แล้วการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องจะช่วยในการกำหนดตามหัวข้อดังนี้
1.ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
2.กรอบแนวคิดการวิจัย
3.ขอบเขตการวิจัย
4.สมมติฐานการวิจัย
5.การออกแบบการวิจัย
6.การสร้างเครื่องมือ
7.การอภิปรายผล
8.การเขียนข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย
6.กรอบแนวคิดการวิจัย เป็นแนวคิดของผู้วิจัยที่ต้องการศึกษาโดยแสดงเป็นข้อความและแผนภาพหรือแบบหรือโมเดลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา ซึ่งได้จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องโดยส่วนใหญ่เป็นการลดรูปจากกรอบความคิดเชิงทฤษฎี
กรอบความคิดของการวิจัย เป็นประโยชน์อย่างมากในการวิจัยเพราะมีประโยชน์ต่อการวิจัยดังนี้
1.ช่วยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
2.แสดงถึงแนวทางการวิจัยโดยภาพรวม
3.บอกแนวทางการออกแบบการวิจัย
4.บอกแนวทางการกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยและสมมติฐานการวิจัย
5.บอกแนวทางการกำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
6.บอกแนวทางการเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล
7.บอกกรอบการแปลผลและอภิปรายผล
สรุปกรอบแนวคิดคือการสังเคราะห์หรือการบูรณาการแนวคิด ทฤษฎีหลักการตลอดจนผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและแสดงเป็นข้อความและแผนภาพหรือแบบหรือโมเดลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา
7.สมมติฐานการวิจัย หมายถึงข้อความที่แสดงการคาดการณ์คำตอบต่อปัญหาของการวิจัยอย่างเป็นระบบเป็นเหตุเป็นผล โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อทดสอบความจริงแท้ของสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งขึ้น
ประโยชน์ของสมมติฐานในการวิจัยมีดังนี้
1.สมมติฐานในการวิจัยมีส่วนช่วยจำกัดขอบเขตและทำให้ปัญหาในการวิจัยชัดเจนขึ้น
2.สมมติฐานจะช่วยกำหนดให้ได้ความจริงตรงประเด็น กล่าวคือ จะช่วยให้ผู้วิจัยเลือกข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องและสัมพันธ์กันมาทดสอบสมมติฐาน ซึ่งจะเป็นคำตอบของการวิจัย
3.สมมติฐานจะช่วยชี้แบบการวิจัย คือจะทำให้ผู้วิจัยรู้ว่าควรจะใช้แบบการวิจัยแบบใดจึงจะเหมาะสมกับปัญหาการวิจัยนั้น
4.สมมติฐานจะช่วยอธิบายข้อเท็จจริงต่างๆที่ค้นพบได้อย่างเที่ยงตรงและเชื่อถือได้รวมทั้งช่วยกำหนดขอบเขตในการตีความหมายของผลการวิจัยและรู้ว่าโครงร่างในการสรุปผลการวิจัยอีกด้วย
5.สมมติฐานในการวิจัยจะช่วยให้ประหยัดเวลาและแรงงาน
8.นิยามเชิงปฏิบัติการ นิยามเชิงปฏิบัติการหรือบางครั้งเรียกว่านิยามศัพท์เฉพาะเป็นการอธิบายคำจำกัดความหรือคำที่นิยามที่ผู้วิจัยหรือคณะวิจัย เพื่อให้ผู้อ่านจะได้เข้าใจความหมายได้ตรงกับผู้วิจัย การกำหนดคำนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) หรือเรียกสั้นๆว่าO.D.คือ เป็นการให้ความหมายตัวแปรที่สำคัญ โดยเฉพาะตัวแปรตาม(Dependent variable)ที่ต้องการศึกษา หรือตัวแปรอิสระที่มีลักษณะเป็นนามธรรม ซึ่งจะต้องนิยามให้เป็นคุณลักษณะพฤติกรรม และหรือกิจกรรมที่จะศึกษาให้อยู่ในรูปที่วัดได้ สังเกตุได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครื่องวิจัยให้มีความเที่ยงตรง (Validity)
9.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรหมายถึงหน่วยข้อมูลของข้อมูลทุกหน่วยที่อยู่ในขอบเขตของข้อมูลวิจัย กลุ่มตัวอย่างหมายถึงส่วนหนึ่งของประชากรที่ผู้วิจัยเลือกมาเป็นตัวแทนในการศึกษาวิเคราะห์และหาข้อสรุปเกี่ยวกับประชากรโดยที่กลุ่มตัวอย่างที่ควรเลือกเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรด้วยดังนั้น ประชากรจึงหมายถึงสิ่งทั้งหมดที่ต้องการศึกษาซึ่งอาจเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของเป็นสิ่งทั้งหมดที่อยู่ในขอบข่ายการพิจารณาซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย การกำหนดประชากรนั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับปัญหาการวิจัย เพราะปัญหาการวิจัยนั้นเกิดขึ้นกับใคร สิ่งใด ดังนั้นสิ่งหรือกลุ่มที่เราสนใจศึกษาทั้งหมดคือประชากร
โดยประชากรของการวิจัยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆดังนี้คือ
1.ประชากรแบบจำกัด (finite population) คือประชากรที่ผู้วิจัยสามารถแจงนับจำนวนประชากรได้ทั้งหมด เช่นผู้วิจัยแจงนับประชากรที่เป็นจังหวัดได้ 76 จังหวัดเป็นต้น
2.ประชากรแบบไม่จำกัด(infinite population) คือประชากรที่ผู้วิจัยไม่สามารถแจงนับประชากรออกมาได้ทั้งหมดหรือถ้าจะนับจะต้องใช้เวลาที่มาก เช่นจำนวนปลาในมหาสมุทร จำนวนคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลเป็นต้น
10.การกำหนดขนาดตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่าง ขนาดของกลุ่มตัวอย่างก็คือจำนวนสมาชิกกลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยที่จะศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยจะต้องกำหนดจำนวนของกลุ่มตัวอย่างว่าจะใช้จำนวนเท่าใด การใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อยจะทำให้โอกาสที่จะเกิดการคลาดเคลื่อนมีมาก การใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากจะทำให้โอกาสที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนมีน้อย ในการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างควรพิจารณาถึงหัวข้อต่อไปนี้ (บุญชม ศรีสะอาด 2524)
1.ธรรมชาติของประชากร ถ้าประชากรมีความเป็นเอกพันธ์มาก ความแตกต่างกันของสมาชิกมีน้อยนั่นคือมีความแปรปรวนน้อยก็ใช้กลุ่มตัวอย่างน้อยแต่ถ้าประชากรมีลักษณะเป็นวิวิธพันธ์ความแตกต่างกันของสมาชิกมีมาก ความแปรปรวนมีมากก็ควรใช้จำนวนกลุ่มตัวอย่างมาก
2.ลักษณะของเรื่องวิจัย การวิจัยบางประเภทไม่จำเป็นต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก เช่น การวิจัยเชิงทดลอง การใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก จะก่อให้เกิดผลเสียหายมากกว่าผลดี เพราะยากต่อการควบคุม สภาพการทดลองการวิจัยโดยใช้วิธีสัมภาษณ์รายบุคคล จะใช้กลุ่มตัวอย่างน้อยกว่าการส่งแบบสอบถามให้ตอบเป็นต้น
การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างกระทำได้หลายวิธีดังนี้
1.การกำหนดเกณฑ์และเทียบบัญญัติไตรยางศ์มีดังนี้
-ประชากรมีจำนวนหลักร้อย ใช้กลุ่มตัวอย่าง 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
-ประชากรมีจำนวนหลักพัน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์
-ประชากรมีจำนวนหลักหมื่น ใช้กลุ่มตัวอย่าง 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
-ประชากรมีจำนวนหลักแสนใช้กลุ่มตัวอย่าง 1-5 เปอร์เซ็นต์
2.การใช้สูตรคำนวณดังนี้
-สูตรของทาโร่ยามาเน่ (Taro Yamane)
-สูตรของเครซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan)
- สูตรของโคเฮน(Cochran)
3.การใช้ตารางสำเร็จรูปเช่นตารางของKrejcieandMorganและตารางของทาโร่ยามาเน่Taro Yamane เป็นต้น
วิธีการสุ่มตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่างแบ่งออกได้เป็น 2 ทาง แนวทางหลักๆได้แก่ แนวทางการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น(Nonprobability Samping Method) และแนวทางการสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น(ProbabilitySamping Method)(เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธ์:www.drmanage.com) มีวิธีการดังนี้
1.การสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Nonprobability Samping Method) หมายถึงกระบวนการของการสุ่มตัวอย่างที่ค่าความน่าจะเป็นของการเลือกตัวอย่างในแต่ละหน่วยจากประชากรไม่สามารถหาหรือกำหนดได้ รูปแบบหลักๆของการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นเป็นที่นิยมใช้กัน
2.การสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น(Probability Samping Method) หมายถึง กระบวนการของการสุ่มตัวอย่างที่ค่าความน่าจะเป็นของการเลือกตัวอย่างในแต่ละหน่วยจากประชากรสามารถหาหรือกำหนดได้
11.เครื่องมือวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือสิ่งหรืออุปกรณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลหรือเป็นสิ่งที่ใช้วัดตัวแปรเพื่อให้ได้ข้อมูลโดยผู้วิจัยควรเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับตัวแปรที่ต้องการวัดหรือตรงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและต้องเป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพ
เครื่องมือและเทคนิคในการรวบรวมข้อมูลมีหลายประเภทในที่นี้จะกล่าวบางประเภทได้แก่แบบสอบถามแบบทดสอบการสังเกตการณ์และแบบสัมภาษณ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1.แบบสอบถาม ซึ่งแบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบ ด้วยชุด ของคำถามที่ต้องการให้กลุ่มตัวอย่างตอบ โดยกาเครื่องหมายหรือเขียนคำตอบ หรือในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ยากอาจใช้วิธีสัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม นิยมถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของบุคคล
2.การสังเกตการณ์ (Obsevation)การสังเกตการณ์เป็นการใช้ประสาทสัมผัส ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้นและกายสังเกตพฤติกรรมและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น สังเกตพฤติกรรมการให้บริการของเจ้าหน้าที่ โดยสังเกตด้วยตาด้วยการที่ผู้วิจัยสังเกตพฤติกรรมที่เจ้าหน้าที่แสดงออกมาและสังเกตด้วยการฟังโดยฟังการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้รับบริการ
3.แบบทดสอบ แบบทดสอบคือชุดของคำถามหรืองานชุดใดๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อนำไปเร้าหรือชักให้นำให้กลุ่มตัวอย่างตอบสนองออกมา การตอบอาจอยู่ในรูปแบบของการเขียนตอบ การพูด การปฏิบัติที่สามารถสังเกตได้ วัดได้และให้เป็นปริมาณได้
4.แบบสัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์เป็นชุดข้อคำถามที่กำหนดแนวทางในการถาม โดยผู้สัมภาษณ์บันทึกคำตอบลงในแบบสัมภาษณ์ที่กำหนดไว้ด้วยตนเอง แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยผู้วิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสัมภาษณ์พราะผู้วิจัยต้องมีหน้าที่สัมภาษณ์ด้วยตนเอง
12.การเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลคือข้อเท็จจริงหรือรายละเอียด ซึ่งอาจอยู่ในรูปตัวเลข ข้อความหรือในรูปอื่นที่ผู้วิจัยรวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ หรืออาจสังเกตหรือวัดมาจากกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรที่ศึกษา เพื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบวิเคราะห์ ตีความ อนุมาน สรุปผลการวิจัย
ประเภทของข้อมูล ข้อมูลในการวิจัยแบ่งได้หลายลักษณะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ในการแบ่งดังนี้
1.แบ่งตามแหล่งที่มาแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.1ข้อมูลปฐมภูมิ คือข้อเท็จจริง หรือรายละเอียดที่ได้มาจากแหล่งกำเนิดที่แท้จริงเช่นข้อมูลจากการสัมภาษณ์
1.2 ข้อมูลทุติยภูมิ คือข้อเท็จจริง หรือรายละเอียดที่ผู้อื่นได้รวบรวมมาแล้ว ผู้วิจัยอาศัยข้อมูลดังกล่าวเพื่อการวิจัยของตน
2.แบ่งตามลักษณะของข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
2.1ข้อมูลเชิงปริมาณ คือข้อมูลที่ผู้วิจัยสังเกตุหรือวัดออกมาเป็นตัวเลข
2.2 ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ คือข้อมูลที่ไม่ได้วัดออกมาเป็นตัวเลข แต่จะแสดงถึงคุณลักษณะของสิ่งนั้นเช่นข้อความที่เป็นข้อคิดเห็น
3.แบ่งตามสภาพของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มตัวอย่าง แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
3.1 ข้อมูลส่วนบุคคลคือข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงส่วนตัวของกลุ่มตัวอย่าง เช่นชื่อ สกุล อายุเพศ อาชีพเป็นต้น
3.2ข้อมูลสิ่งแวดล้อมคือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของกลุ่มตัวอย่างเช่นลักษณะของท้องถิ่นที่กลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่เป็นต้น
3.3ข้อมูลพฤติกรรม คือข้อมูลที่เป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ในตัวของกลุ่มตัวอย่าง
ขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูล ในการรวบรวมข้อมูลควรมีขั้นตอนดังนี้
1.ทำการวิเคราะห์จุดมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อที่จะได้กำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ตรงจุด
2.กำหนดลักษณะของข้อมูล ว่ามีข้อมูลประเภทใดบ้างลักษณะเช่นไร
3.พิจารณาว่าจะใช้เครื่องมือหรือเทคนิคใดในการเก็บข้อมูลต่างๆ
4.วางแผนในการสร้างเครื่องมือและเก็บรวบรวมข้อมูล โดยกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอนไว้ให้ชัดเจน
5.สร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลตามทฤษฎีตามหลักการของการสร้างเครื่องมือประเภทนั้นๆ
6.ทดลองใช้เครื่องมือ และหาคุณภาพด้านความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรงและคุณภาพด้านอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับเครื่องมือรวบรวมข้อมูลประเภทนั้นๆ ทำการปรับปรุงจนกว่าจะมีคุณภาพที่ดี
7.เก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนที่กำหนดไว้ในขั้นตอนที่ 4
13.การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนำเข้าข้อมูล ที่เก็บรวบรวมมาตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล และจะกระทำด้วยวิธีการทางสถิติต่างๆ โดยนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์มาแปลผลเพื่อหาคำตอบตามวัตถุประสงค์การวิจัยที่กำหนดไว้
การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นมี 2 ประเภทคือ
1.การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ(Quantitative Analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นการนำสถิติมาใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้เก็บรวบรวมมา แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.การวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา
2.การวิเคราะห์ด้วยสถิติอนุมาน
2.การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพเช่นแบบสอบถามปลายเปิด การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์และการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR)เป็นต้นมาทำการวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
14.การสรุปและอภิปรายผลการวิจัย การสรุปผลการวิจัย เป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยทั้งเล่ม ตั้งแต่ต้นจนจบ ครอบคลุมวัตถุประสงค์การวิจัย ประชากร ตัวอย่างเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ และผลการวิจัยโดยสรุป
แนวทางการเขียนสรุปผลการวิจัยควรมีลักษณะดังนี้
1.การเขียนสรุปผลการวิจัย ควรเขียนให้สอดคล้องเป็นลำดับเดียวกับการเสนอผลการวิจัยในบทก่อน
2.เขียนผลการวิจัยเป็นข้อความสรุปย่อเป็นข้อๆ เพื่อตอบข้อวัตถุประสงค์
3.ระบุว่าผลการวิจัยสอดคล้องหรือไม่กับสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดไว้ตอนแรก
4.ใช้ถ้อยคำสั้นกะทัดรัดถูกต้องตามหลักวิชาการ
5.เขียนตามข้อเท็จจริงจากผลการวิจัย
6.ไม่ควรสรุปผลโดยใช้ตารางและตัวเลขที่ซับซ้อน
อภิปรายผลการวิจัย เป็นการวิพากษ์ผลการวิจัยที่ได้ ว่าผลเป็นเช่นนี้เพราะอะไร สอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎี ผลงานวิจัยของโครงสร้างเช่นจากการค้นพบว่า......ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ.........ซึ่งสอดคล้อง(ขัดแย้ง) กับแนวคิด (หลักการ ทฤษฎี ผลงานวิจัย)ของ.........เป็นต้น
แนวทางการเขียนอภิปรายผลการวิจัยควรมีลักษณะดังนี้
1.ควรอภิปรายผลตามผลการวิจัยที่สรุปได้ดังนี้ ซึ่งตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นลำดับ
2.ควรอภิปรายผลการวิจัยด้วยหลักการ แนวคิด ทฤษฎี ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3.ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย ชัดเจน สั้นและถูกต้องตามหลักวิชา
4.การเขียนอธิบายผลไม่ควรผนวกอคติหรือความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนลงไป
15.ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเป็นการขยายพรมแดนแห่งความรู้หรือการต่อยอดผลการวิจัย หรือขยายผลการวิจัยสู่การปฏิบัติและการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง ซึ่งข้อเสนอแนะที่เสนอต้องได้มาจากผลการวิจัยโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1.ข้อเสนอแนะเมื่อนำผลการวิจัยไปใช้ หรือที่เรียกว่าข้อเสนอแนะทั่วไปหรือข้อเสนอแนะในเชิงปฏิบัติ ควรเขียนข้อเสนอแนะให้อยู่ในขอบเขตจากการวิจัยเท่านั้น และเพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
2.ข้อเสนอแนะทางวิชาการ หรือข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป เป็นการให้ข้อเสนอแนะ ในเรื่องทำนองเดียวกับ ที่ได้วิจัยไปแล้ว แต่อาจแตกต่างในเรื่องของกลุ่มตัวอย่าง บริบทในเรื่องสถานที่ สภาพภูมิศาสตร์ เพศ ระดับการศึกษา สังกัด ฯลฯ
ความคิดเห็น